2005/Jun/18

เมื่อเร็วๆนี้ คำว่า มาเฟีย ได้กลายมาเป็นคำที่ชาวไทยเราได้ยินกันจนชินหู หลังจากมีข่าวเกี่ยวกับ มาเฟียโบ๊เบ๊ รวมไปถึงมาเฟียในอีกหลายแห่งทั่วประเทศไทยเรา กระนั้น เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่อาจจะยังไม่รู้แน่ชัด ถึงที่มาของคำที่ฟังดูช่างดูทรงอำนาจและน่ากลัวอย่าง มาเฟีย และวันนี้คอลัมน์ WEST ของเราก็จะพาคุณผู้อ่านไปร่วมผจญภัยในโลกแห่งมาเฟียกัน

มาเฟีย ชื่อนี้มีที่มา

มาเฟีย โดยดั้งเดิมแล้ว คือชื่อเรียกของกลุ่มพันธมิตรแบบหลวมๆในซีชีลี ซึ่งในยุคกลางพวกเขาได้รวมพลังกันเพื่อต่อต้านชาวเติร์กและชาวนอร์มัน จนในภายหลังได้กลายเป็นชื่อเรียกองค์กรลับต่างๆในอิตาลี สำหรับที่มาของคำว่า มาเฟียนั้น ยังคงไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร เนื่องจากมีเรื่องเล่าถึงที่มาที่หลากหลายแตกต่างกันไปเหลือเกิน โดยความเชื่อแรกนั้นว่ากันว่า มาเฟีย มีที่มาจากคำคุณศัพท์คำว่า Mafiosoในภาษาอิตาลีซึ่งใช้เรียกสมาชิกในกลุ่มอิทธิพล โดย Mafioso มีความหมายว่า ชายแห่งเกียรติยศ เริ่มใช้กันในศตวรรษที่ 18 โดยเดิมทีนั้น คำว่า มาเฟียเป็นคำที่มีความหมายแสดงถึง ความสวยงาม ความยอดเยี่ยม และความสมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะกลายเป็นคำที่หมายถึงองค์กรอาชญากรรมอย่างในปัจจุบัน

นอกจากนั้น ยังมีการสันนิษฐานกันว่า มาเฟีย อาจจะมาจากคำขวัญที่ว่า Morte alla Francia Italia anela ที่มีใจความว่า ความตายของคนฝรั่งเศสคือการร่ำไห้แห่งอิตาลี โดยเป็นการนำอักษรตัวแรกของแต่ละคำมารวมไว้เข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ที่อ้างถึงที่มาอันนี้ก็คือ อดีตเจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ในสหรัฐฯ ดอน โยเซฟ โบนันโน ผู้ที่เล่าว่าคำขวัญดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 1282 เมื่อชาวซีชีลีได้ลุกฮือต่อต้านฝรั่งเศส

โบนันโนเล่าว่า ในตอนนั้นมีทหารฝรั่งเศสคนหนึ่งไปข่มขืนเด็กสาวชาวซิซิลี และเมื่อแม่ของเด็กรู้เรื่องเข้า จึงวิ่งออกไปบนถนนในเมืองปาเลร์โม พร้อมกับร่ำไห้เป็นภาษาอิตาลีว่า ma fia ซึ่งมีความหมายว่า ลูกสาวของฉัน ด้วยเหตุนี้ บรรดาชายหนุ่มในเมืองปาเลร์โมจึงรุมสังหารทหารฝรั่งเศสนายนั้นเพื่อล้างแค้น

ส่วนที่มาสุดท้ายก็คือ ทฤษฎีที่มีความเก่าแก่มากที่สุด โดยแนวความคิดนี้เชื่อกันว่า มาเฟียเเพี้ยนเสียงจากคำในภาษาอาหรับที่ว่า mu afah โดย mu มีความหมายว่า ความแข็งแรง หรือเครื่องป้องกัน ส่วน afah มีความหมายว่า คุ้มครอง หรือป้องกัน เมื่อรวมกันแล้วจึงเป็นคำที่สื่อถึงความหมายในการให้ความคุ้มครองแก่บรรดาสมาชิก เพราะในศตวรรษที่ 9 นั้น ซีชีลีอยู่ภายใต้การปกครองครองของกองกำลังอาหรับที่กดขี่ และชาวซีชีลีจึงจำต้องเข้าไปหลบตามเขา ต่อมา ชาวซีชีลีจึงได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์กรลับขึ้น

อิตาลี แหล่งกำเนิดมาเฟีย

ในอิตาลีอันเป็นต้นกำเนิดของมาเฟียนั้น กลุ่มองค์กรอาชญากรรมอย่างมาเฟียได้ปรากฏอยู่มาเป็นเวลานานหลายศตวรรษแล้ว แต่จะแตกต่างกันไปตามท้องที่และยุคสมัย จนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษที่ 1950 มาเฟียที่เคยมีฐานอยู่ตามชนบทได้กระจายตัวออกไปตามเมืองใหญ่ต่างๆ ก่อนจะกลายมาเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ประกอบธุรกิจมืดต่างๆ เช่น การค้ายาเสพติด และค้าโสเภณี และมาเฟียในแบบฉบับของอิตาลีนั้น จะทำกันเป็นครอบครัวหรือเครือญาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะซีชีลี ของอิตาลี และเมืองใหญ่อื่นๆในอิตาลี

กระนั้น ในช่วงที่อิตาลีอยู่ใต้การปกครองระบอบเผด็จการฟาสซิสต์นั้น เซซาร์ โมรี ผู้ปกครองเมืองปาเลร์โมก็ได้ใช้กำลังปราบบรรดามาเฟีย จนทำให้บรรดาสมาชิกมาเฟียถูกคุมขัง บ้างก็หนีออกไปนอกประเทศ โดยส่วนใหญ่หนีไปที่สหรัฐฯ และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯยกกำลังบุกอิตาลีและเกาะซีชีลีเมื่อปี 1943 นั้น สหรัฐฯเองก็ได้ใช้ประโยชน์จากบรรดามาเฟียที่ถูกขังคุกอยู่ในสหรัฐฯในการช่วยเบิกทาง และภายหลังจากชนะสงคราม บรรดามาเฟียเหล่านี้ก็ได้รับการตอบแทนจากสหรัฐฯด้วยการส่งตัวกลับประเทศ และกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในยุคหลังเผด็จการ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 นั้น ได้เกิดการต่อสู้ฆ่าฟันกันระหว่างกลุ่มต่างๆอยู่บ่อยครั้ง ทำให้บรรดามาเฟียที่มีชื่อเสียงถูกสังหารไปเป็นจำนวนมาก และเมื่อมาเฟียรุ่นเก่าจากไป มาเฟียรุ่นใหม่จึงเกิดขึ้นตามมา มาเฟียในรุ่นหลังนี้มักจะเป็นกลุ่มระดับ พนักงานคอปกขาว (White collar) แทน จนสื่อในอิตาลีได้พากันเรียกมาเฟียยุคใหม่นี้ว่า La Cosa Nuova ที่มีความหมายว่า สิ่งใหม่

ล่าสุด จากการเปิดเผยขององค์การค้าชั้นนำในอิตาลีนั้นระบุว่า 20 % ของธุรกิจทั้งหมดในอิตาลีนั้น ถูกควบคุมโดยมาเฟีย และมีผลตอบแทนต่อปีสูงถึง 133,000,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) โดยบรรดามาเฟียจะเอาผลกำไรที่ได้มานี้ ไปลงทุนต่อในธุรกิจเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ คลินิก บ้านพักคนชรา ซูเปอร์มาร์เกต โรงแรม และร้านอาหาร

มาเฟียในอิตาลีนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของการเข้าไปมีอิทธิพลในสถาบันการเมือง และข้าราชการต่างๆ ด้วยการติดสินบนผสมกับการสร้างความกลัวให้เกิดขึ้น ซึ่งผู้ที่ไม่ยอมตอบสนองความต้องการของมาเฟียก็มักจะจบชีวิตลง เช่น เมื่อปี 1992 ผู้พิพากษา เปาโล บอร์เซลลีโน และอัยการ จิโอวานนี ฟัลคอน ก็ถูกสังหาร โดยที่ทั้งสองคนต่างเป็นผู้ที่ต่อต้านมาเฟีย

บทสรุปแห่ง มาเฟีย

ปัจจุบันนี้ มาเฟีย ไม่ได้อยู่แต่เพียงในอิตาลีเท่านั้น แต่อยู่ในหลายๆประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐฯที่เป็นเป้าหมายของบรรดามาเฟียที่หลบหนีออกจากอิตาลี ในช่วงที่ถูกรัฐบาลเผด็จการกวาดล้างอย่างหนัก และจากวันนั้นจนถึงวันนี้มาเฟียอิตาลียังคงฝังตัวอยู่ทั่วสหรัฐฯโดยเฉพาะในนครนิวยอร์กและชิคาโก โดยผ่านทั้งช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และตกต่ำ

กระนั้น ในอีกมุมหนึ่ง ปัจจุบันมาเฟียหาได้หมายถึงกลุ่มอาชญากรจากอิตาลีเท่านั้นเพราะเรานิยมเรียกกลุ่มอาชญากรขนาดใหญ่ทั่วไปว่ามาเฟียด้วยเช่นกัน เช่น มาเฟียรัสเซีย มาเฟียฮ่องกง มาเฟียโบ๊เบ๊ หรือแม้แต่กลุ่มมาเฟียตามโรงเรียนต่างๆทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ เราอาจจะกล่าวได้ว่า มาเฟียนั้นได้แทรกซึมตัวอยู่ในทุกหนทุกแห่ง แต่หากจะถามว่าต้นฉบับของมาเฟียนั้นมาจากที่ใด ก็คงจะตอบได้ว่าคือ มาเฟียแห่งเกาะซีชีลีของอิตาลีนั้นเอง


edit @ 2005/06/18 15:35:19

2005/Jun/18

ตำนาน ชั้น 28 สื่อมวลชนไทยไร้น้ำยา

..สุภา ศิริมานนท์ บิดานักหนังสือพิมพ์แห่งฟ้าเมืองไทย กล่าวไว้ว่า สื่อสารมวลชน ต้องอยู่ในสถานะที่ปราศจากข้อขัดแย้งและแบ่งปัน ในเรื่องผลประโยชน์ หรือชิดใกล้กับสถานะทางอำนาจ และละเว้นเสียจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดเพื่อเป็นการระมัดระวังต่อการนำเสนอข่าวสารอันเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนที่ใกล้ชิด..

การจัดเสวนา เหตุเกิดบนชั้น 28 กับจุดยืนของสื่อ ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ห้องทับทิม 17 เมษายน 2547 เวลา 13.30-15.30 น. โดย เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ เป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมไทยตื่นตัวถึงภัยคุกคามทางเพศที่เกิดแก่ผู้หญิงอย่างเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้ว่าเป็นเพียงเรื่อง ของลูกจ้างและนายจ้าง หรือจะเกิดขึ้นกับคนในแวดวงใดก็ตาม โดยเฉพาะตำนานชั้น 28 เป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการสื่อสารมวลชน อันเป็นเสมือนตัวแทนมหาชนในการนำเสนอเรื่องราวความจริง ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ฉ้อฉลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ..เมื่อวันนี้วงการสื่อสารมวลชนถูกกระทำ การออกมาเคลื่อนไหวกลับเป็นเพียงการสยบยอมอย่างแทบไม่น่าเชื่อ การกระตุ้นเตือนจำเป็นต้องเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ เรียกร้องสิทธิและหยุดการคุกคามทางเพศที่เกิดแก่ผู้หญิง ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนจำเป็นต้องตอบคำถามแก่ประชาสังคมทุกส่วนด้วยการเปิดเผยเรื่องราวอย่างเป็นสาธารณะโดยไม่ทำให้เหตุการณ์เป็นได้แค่เพียงผลประโยชน์ต่างตอบแทนเกิดการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศและเกิดการข่มขืนซ้ำ
ซึ่งผู้เสียหายนั้นหาใช่เพียงนักข่าวหญิงชายที่ถูกกระทำไม่ หากเป็นองค์กรสื่อสารมวลชนและสังคมทั้งหมด

ย้อนรอยเหตุการณ์
17 ก.ย. 45 วันเกิดเหตุการณ์ ..เหตุเกิดบนชั้น 28..โดยหนังสือพิมพ์มิตชนนำเสนอข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมกันทั่วประเทศ
20 ก.ย. 45 บทนำมติชนในหัวข้อ ..นักการเมือง นักข่าวสาว.. ก็ตามมาติด ๆ วันเดียวกันนี้การ์ตูนในมติชน(อีกหลายฉบับ)นำเสนอภาพเงาคนหูกางบนศีรษะติดด้วยแถบผ้าเขียนว่า Make Love Not News และมีข้อความว่า เฮ้ย เปิดไฟซิ มองไม่เห็นหน้ากูเอง
21 ก.ย. 45 สกู๊ปในมติชนเรื่อง ..เลาะรั้วเพื่อนสื่อมวลชน ตรวจแนวคิดคดีเสธ.หนั่น ฟ้องมติชน-ข่าวสด 200 ล้าน
คอลัมน์หมายเหตุมติชน มติชนรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาและยืนยันว่าจะยืนอยู่ข้างความจริงอันเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนซึ่งถือปฏิบัติด้วยความสุจริตใจ จากคำบอกเล่าของนักข่าวหญิงสู่สาธารณชน ด้วยความเคารพต่อผู้อ่านซึ่งควรได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และย่อหน้าสุดท้าย มติชนจึงยืนหยัดอยู่กับความจริง ไม่สยบยอมต่อความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรมและความฉ้อฉลต่างๆ อย่างเด็ดขาด
23 ก.ย. 45 คอลัมน์ไฟเหลืองประชาชื่น นำเสนอบทความ ศึกษามโนธรรมสำนึก จากกรณีเหตุเกิด ณ ชั้น 28
24 ก.ย. 45 สกู๊ปหน้า1 องค์กรผู้หญิงรุกจัดระเบียบนักการเมือง จริยธรรมทางเพศบกพร่องปิดท้ายในย่อหน้าสุดท้ายของสกู๊ป ด้วยความเอาใจใส่จากองค์กรต่าง ๆ ในสังคมเช่นนี้ หวังว่าสักวันหนึ่ง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงในสังคมนี้จะต้องได้รับความเคารพและถูกยกระดับให้ทัดเทียมเพศตรงข้าม

8 เม.ย. 47 รายงานข่าวหน้า 14 ในมติชน วันเดียวกันนายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ รองประธานกรรมการบริหารบริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) ได้นำคณะกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน เข้ารดน้ำดำหัว พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่บ้านสนามบินน้ำเนื่องในวันสงกรานต์หารือถึงคดีที่ พล.ต.สนั่น ฟ้องหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด และมติชนสุดสัปดาห์ว่าหมิ่นประมาท ซึ่งได้ข้อสรุปว่า ที่มีข่าวว่าพล.ต.สนั่นลวนลามผู้สื่อข่าวหญิงของหนังสือพิมพ์มติชนนั้น เป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน เพราะไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม พล.ต.สนั่นได้ถือโอกาสในช่วงปีใหม่ไทยถอนฟ้องหนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับ เพื่อเป็นของขวัญ ซึ่งคณะกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชนได้ขอบคุณพล.ต.สนั่นที่ยุติคดี

ทำไมเหตุเกิดบนชั้น 28 จึงถูกสรุปว่าเป็น ข่าวคลาดเคลื่อน เพราะไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งที่มติชนเคยระบุว่า มติชนรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาและยืนอยู่กับ ความจริง อันเป็นหน้าที่ของสื่อ

ทำไมเหตุเกิดบนชั้น 28 จึงต้องมีการขอโทษและขอบคุณคู่ความ จนนำมาสู่การลาออกของนักข่าวที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่การพิจารณาคดีในศาลและการนำสืบเป็นประโยชน์ต่อมติชน และจุดยืนของสื่อกับปัญหาการคุกคามทางเพศอยู่ที่ไหน

หากจะย้อนรอยเหตุการณ์ 17 กันยา 45 ถึง 8 เมษา 47 เหตุเกิดบนชั้น 28 นักข่าวและรัฐมนตรีคนนั้น สังคมจำเป็นต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรกับหนังสือพิมพ์มติชน สังคมควรจะต้องตรวจสอบและส่งเสียงให้อิทธิพลเหล่านั้นทราบว่า การคุกคามทางเพศ คือ กระบวนการการให้ความรู้ไม่ใช่การมานั่งจับผิดหรือเป็นเรื่องการเมืองแต่ต้องเป็นการสร้างสำนึกให้เกิดขึ้น สถาบันสื่อมวลชนไทยกำลังทำอะไรกับประเด็นนี้ มาตรการการปกป้องและวิธีการทำข่าวอย่างไรที่จะไม่เอื้อให้เกิดการฉกฉวย ซึ่งส่วนสถาบันทางการเมืองเองก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสอดส่องป้องกันหรือสร้างมาตรการควบคุมการคุกคามทางเพศทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องสาธารณะ เป็นการปกป้องการคุกคาทางเพศหาใช่เรื่องส่วนบุคคลด้วยการสร้างมาตรการความยุติธรรมในการคุ้มครองผู้หญิงที่ถูกคุกคามซึ่งในกรณี ชั้น 28 เป็นสิ่งที่เกิดกับตัวสื่อสารมวลชนเองกลับถูกทำให้เป็นเพียงเรื่องเล็กกลายเป็นคลื่นกระทบฝั่งอย่างมีเงื่อนงำ ทั้งที่คนในสังคมเชื่อว่าเป็นเรื่อง..จริง..

คุณบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์ บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ คมชัดลึก และอุปนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ เปิดเผยว่า การคุกคามทางเพศที่เกิดแก่ผู้หญิงแวดวงสื่อสารมวลชนเกิดขึ่นจริงและเป็นอย่าวนี้มานานอีกทั้งยังกล่าวชื่นชมนักข่าวสองคนที่กล้าออกมาเปิดเผยเพราะว่าเป็นการกระทำอันไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น..การคุกคามทางเพศนักข่าวที่เป็นผู้หญิงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน ประสบการณ์ของมากกว่า 30 ปีที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนทำให้เธอสรุปออกมาได้ว่า การคุกคามทางเพศที่เกิดแก่ผู้หญิงเป็นเรื่องที่มีแนวโน้มว่าจะหนักขึ้นในสังคมบ้านเราและเกิดขึ้นทุกเพศวัยทุกวงการไม่นับเพศนับอายุหากคนในสังคมยังมองไม่เห็นว่านี่เป็นปัญหา เหตุการณ์ ชั้น 28 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและวิชาชีพสื่อสารมวลชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะต้องเกิดมาตรการดำเนินการที่รัดกุมเพราะเป็นผลกระทบทางสภาวะทางจิตใจและร่างกายของผู้เสียหาย ทั้งที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมแต่ด้วยความอ่อนแอของประชาสังคม เหตุการณ์ชั้น 28 กลับถูกทำให้เป็นเรื่องเฉพาะภายในมติชนที่ไม่ได้ให้การปกป้องหรือกระทั่งเยียวยาคนของตนเองเลย จำเป็นอย่างยิ่งที่ว่า เหตุการณ์นี้จะต้องได้รับการยุติลงด้วยการทำความเข้าใจสาธารณะ เธอ บอกว่า..ในฐานะที่เป็นผู้หญิงผู้ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างบทเรียนให้ได้รู้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ข่าวคลาดเคลื่อนอย่างที่สรุปกันในวันนี้อย่างแน่นอน และการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องที่เกิดกับคนในแวดวงสื่อจริงและเกิดมานานเพียงแต่ไม่มีใครพูดแต่ก็เชื่ออย่างยิ่งว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่งและหายไป อย่างดีที่สุดจะมีการขอโทษแต่การคุกคามทางเพศจะยังคงอยู่..เธอ เชื่อว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นอีกและเกิดต่อไป .. ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าวงการนี้เป็นวงการธุรกิจ ภายใต้การแข่งขันที่สูง เราถูกสอนเสมอว่า ข่าวเดี่ยว คือ ชัยชนะ ภายใต้หลักการที่อ้างออกมาอย่างเลิศลอยว่า แต่ต้องไม่ละเมิดจรรยาบรรณ หากการทำงานสนามจริง ๆ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ..จรรยาบรรณของสื่อทุกวันนี้เหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนระหว่างนักข่าว แหล่งข่าวหรือการสร้างข่าวเพื่อขาย เหล่านี้ต้องทบทวน เธอ เล่าว่า ..เพราะว่า การปลูกฝังความคิดเหล่านี้ทำให้เราต้องสร้างความสัมพันธ์กับแหล่งข่าวอย่างสนิทแนบซึ่งบางครั้งต้องแลกเอามากับบางสิ่ง วงการสื่อสารมวลชน เป็นวงการที่สะท้อนภาพชายเป็นใหญ่ เด่นชัดแม้ว่าวันนี้จะมีการให้ความรู้เรื่องสิทธิสตรีมากมายขึ้นก็ตามแต่การทำงานยังอยู่ในกำมือผู้ชายและกีดกั้นไม่ให้เข้าสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า..เหตุการณ์ชั้น 28 กลายเรื่องที่สังคมสรุปว่า นักข่าวกุข่าวขึ้นมาเพื่อขาย หรือไม่ เหตุการณ์ถูกทำให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลและเฉพาะองค์กร ซึ่งสังคมต้องตั้งคำถามว่า การคุกคามทางเพศเป็นเรื่องรุนแรงที่สาธารณชนโดยรวมต้องจับตา

คุณ ทิชา ณ นคร ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ แสดงแนวคิดถึงทางออกของเรื่องนี้ว่า เหตุการณ์ชั้น 28 สร้างผลสะเทือนแก่สภาวะความเป็นมนุษย์ของคนในสังคมมาก ๆ ปัญหา คือว่า เราจะทำอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับกันไม่ได้ หลายคนอาจจะคิดว่าเหตุการณ์ชั้น 28 เป็นเรื่องที่อยู่ในสภาวะสมยอม หมูไปไก่มา แต่การคิดอย่างนี้กลับซ้ำให้เกิดการคุกคามทางเพศกลายเป็นเรื่องปกติและซ้ำรุนแรงขึ้น สังคมจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์เหล่านี้ ขณะคนที่ออกมาต่อสู้แสดงตนกลับถูกซ้ำเติมจากคนในสังคมอีกต่อหนึ่ง เกิดเป็นความอึดอัดอับอายอย่างไม่มีทางออก ซ้ำร้ายบางคนกำลังลงโทษตัวเองซ้ำอีก เรา ผู้หญิงต้องสลัดความคิดเหล่านี้ออกไปให้หมด ลุกขึ้นมาต่อสู้ ให้เหตุการณ์ชั้น 28 เป็นประเด็นตัวอย่างและออกสู่สาธารณะ ส่วนคำถามใหญ่ของสังคมที่มองว่าเรื่องนี้ถูกกุขึ้นมา ถามจริง ๆ ว่าเป็นไปได้หรือเปล่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน 2 ปี มีการแบล็กเมล์หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้กลับไม่เกิดขึ้นเลยตลอดเวลา 2 ปีของคดีความที่วันนี้สรุปว่าเป็นเรื่องของความคลาดเคลื่อนและนักข่าวทั้งสองคนต้องลาออกคนที่คิดแบบนี้กลับทำให้เรื่องเข้าสู่จุดเดิมจุดที่สังคมไทยไม่เคยให้ความสำคัญ จุดที่มองว่าการคุกคามทางเพศที่เกิดแก่ผู้หญิงเป็นเรื่องเล็กน้อยและอย่างหาคำตอบไม่ได้หลังจากได้รับการสรุปว่าคลาดเคลื่อนทันทีนั้นนักข่าวผู้ประสบเหตุต้องลาออก ทำไม เราไม่สงสัยเรื่องราวเหล่านี้บ้างหรือย่างไรขณะที่มติชนเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือในสายตาของใครหลายคน อย่างไม่เกินเลยนักก็คือว่าสังคมไม่ได้จ้องจะเอาผิดกับตัวสถาบันแต่สังคมกำลังสร้างบรรทัดฐานเป็นมาตรการคุ้มครองหาทางออกร่วมกันในเหตุการณ์ชั้น 28 อย่าหยุดเพียงการตั้งคำถามเอากับผู้หญิง สังคมไทยไม่สมควรจะคิดแบบนี้อีก

ทางออกไม่ได้อยู่ที่ใคร สื่อมวลชนวันนี้ทำอะไร เรื่องนี้เป็นได้เพียงเรื่องราวของลูกจ้างและนายจ้าง หรือ นักข่าวกับแหล่งข่าว ที่ใครคิดจะทำอะไรอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรอกหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าสิ้นหวังวังเวง หากสังคมไม่ออกมายอมรับว่า เรื่องการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลของใครและเห็นว่าเหตุการณ์ชั้น 28 เป็นเพียงข่าวเท่านั้นหรือเปล่า สังคมต้องร่วมตอบคำถาม โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนที่วันนี้มัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนหรือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเชิงอำนาจที่แม้แต่ฐานันดรศักดิ์ที่สี่ของสังคมยังสยบยอม


edit @ 2005/06/18 12:57:09
edit @ 2005/06/18 15:36:02

2005/Jun/18

ตำนาน
พระเสตังคมณี(พระแก้วขาว)

พระแก้วขาว หรือพระเสตังคมณี เป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่ามีความศักดิ์สิทธ์ สามารถคุ้มครองป้องกันอันตรายและอำนวยความสุขสวัสดิ์มงคลแก่ผู้ที่เคารพสักการะได้และปรากฏว่า ในอดีตกาลเป็นพระพุทธรูปสำหรับบูชา ประจำพระองค์ของพระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัย และพระเจ้าเม็งรายมหาราช(หรือพระเจ้ามังราย) ปฐมวงศ์เมงราย ผู้สถาปนอาณาจักรลานนาไทย และกษัตริย์ผู้ครองหริภุญชัย และนครเชียงใหม่ ในยุคต่อๆ มา ก็นับถือเป็นพระพุทธรูปบูชาประจำพระองค์ทั้งสิ้น
พระพุทธรูปองค์นี้ ในตำนานได้กล่าวถึงการสร้างใว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานล่วงแล้ว ๗๐๐ ปี ในวันเพ็ญเดือน ๗ พระสุเทวฤาษีได้เอาดอกจำปา ๕ ดอก ขึ้นไปบูชาพระจุฬามณียังดาวดึงษ์สวรรค์ ได้พบปะสนทนาด้วยพระอินทร์ๆ ก็บอกกล่าวแก่สุเทวฤาษีว่า ปีนี้ในเดือนวิสาขะเพ็ญ ที่ลวะรัฏฐะจะสร้างพระพุทธรูปปฏิมากรด้วยแก้วขาว ครั้งสุเทวฤาษีกลับจากดาวดึงษ์เทวโลกแล้ว จึงไปสู่เมืองละโว้ ขณะนั้น พระยารามราชเจ้าเมืองละโว้กับพระกัสสปเถระเจ้าปรารถการที่จะสร้างพระแก้ว ซึ่งพระอรหันต์ไปได้แก้วขาวบริสุทธิ์บุษยรัตน์มาจากจันทเทวบุตร แล้วขอพระวิศนุกรรมมาเนรมิต สำเร็จรูปเป็นองค์พระพุทธปฎิมากรสุเทวฤาษีและฤาษีอื่นๆ ก็ได้มาประชุมช่วยในการสร้างพระด้วย ครั้งสำเร็จแล้วก็บรรจุพระบรมธาตุ ๔ องค์ ไว้ในพระโมลี(กระหม่อม) ๑ พระนลาต(หน้าผาก)1 พระอุระ(หน้าอก)1 พระโอษฐ์(ปาก) ๑ รวม ๔ แห่ง
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระแก้วขาวก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองละโว้สืบมาเป็นเวลานาน มาถึงสมัยเมื่อพระฤาษีสร้างนครหริภุญชัยขึ้นแล้ว ใช้ให้ควิยะอำมาตย์ ไปเชิญพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ มาครองเมืองหริภุญชัย พระนางจึงขออนุญาตจากพระราชบิดา นิมนต์พระภิกษุสงฆ์สามเณร และพระเสตังคมณี(พระแก้วขาว) มาเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ พระแก้วขาวจึงได้ประดิษฐาน ณ นครลำพูน แต่นั้นมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี บรรดากษัตริย์ครองเมืองหริภัญชัย(ลำพูน) ทั้งวงศ์เดียวกับพระนางจามเทวีและต่างวงศ์ ต่างก็ได้เคารพบูชาเป็นประจำองศ์มาทุกวงศ์ และได้สร้างหอพระปริดิษฐ์ไว้ในพระราชวัง
พระเสตังคมณีประดิษฐานอยู่ ณ เมืองลำพูนตลอดมาจนกระทั่งถึง รัชสมัยของพระยายีบาเป็นกษัตริย์ครองเมือง ในครั้งนั้นพระเจ้าเมงรายซึ่งเป็นเจ้าครองนครเงินยวง(เชียงแสน) ได้ยกกองทัพไปปราบบ้านเล็กเมืองน้อยต่างๆ ที่ยังแข็งเมืองอยู่ให้เข้ารวมอยู่ไปอำนาจของพระองค์จนหมดสิ้นแล้ว แต่นครหริภุญชัยนครั้งนั้นมีกำลังเข็มแข็งมาก พระองค์จึงคิดอุบายให้ขุนอายฟ้าเห็นราชวัลลภคนสนิท ไปทำการจารกรรมนานถึง ๗ ปี ขุนอ้าว จึงส่งข่าวไปให้พระเจ้าเมงรายให้ยกกองทัพมาตีภุญชัย พ.ศ. ๑๘๒๔ ชาวเมืองที่ไม่ยอมทิ้งเมืองทำการต่อสู้เมงรายต้องใช้ธนูเพลิงยิงเข้าไป ทำให้เกิดเพลิงไหม้ทั้งเมือง ในที่สุดก็พ่ายแพ้แก่กองทัพแก่กองทัพพระเจ้าเมงราย
เมื่อยกเข้าเมืองได้แล้ว พระเจ้าเมงรายจึงเสด็จออกตรวจดูความเสียหาย สี่งที่ทำให้พระองค์ทรงประหลาดพระทัยที่สุดคือ หอพระซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังของพระยายีบาหาได้ถูกเพลิงไหม้ไม่ แต่บริเวณรอบๆ นั้นถูกเพลิงเผาผลาญพินาศฟมด พระองค์จึงเข้าไปทอดพระเนตรดู เห็นพระแก้วขาวสถิตอยู่ ณ ที่นั้น ก็เกิดมีพระราชศรัทธาปสาทะเป็นอันมากจึงอัญเชิญองค์พระแก้วขาวมาประดิษฐาน ณ ที่ประทับของพระองค์ ทรงเคารพสักการะบูชาเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์แต่นั้นมา

edit @ 2005/06/18 15:36:19